โรงอุปรากรซิดนีย์ แลนมาร์คของออสเตเรีย

โรงอุปรากรซิดนีย์ เป็นโรงละครโอเปร่า, โรงแสดงคอนเสิร์ต, โรงภาพยนตร์ และเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีรูปทรงโดดเด่นและแปลกตามากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก  โรงอุปรากรซิดนีย์ ตั้งอยู่ที่เมืองซิดนี่ย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย

เป็นอาคารสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นตั้งอยู่ริมอ่าวและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซิดนี่ย์อย่างมาก โรงอุปรากรซิดนีย์ นั้นถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อว่า Jørn Utzon ชาวเดนมาร์ก

ซึ่งเขาได้ออกแบบในแนวคิดเลียนแบบรูปคล้ายกับเรือใบ และการออกแบบในโจทย์ให้เข้ากับเมืองซิดนี่ย์ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดโดยเขาได้คิดค้นในการสร้างอาคารให้มีลักษณะเหมือนกับเรือใบที่กำลังแล่นอยู่กลางทะเล

โรงอุปรากรซิดนีย์

โรงอุปรากรซิดนีย์

โรงอุปรากรซิดนีย์ มีทั้งสิ้น 2 อาคารโดยตัวอาคารหันหน้าออกทางอ่าวซิดนีย์และหลังคาของอาคารที่ออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับใบเรือที่กำลังกางออกโดยหลังคารูปใบเรือมีลักษณะซ้อนกัน 3 หลัง และอีกอาคารมีจำนวน 2 หลัง โรงอุปรากรซิดนีย์

เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 1954 ในสมัย Joseph Cahill เป็นประธานาธิบดีของออสเตรเลีย จุดประสงค์เพื่อสร้างโรงละครที่ดีที่สุดในยุคนั้นโดยใช้งบประมาณ 120 ล้านเหรียญในสมัยนั้น เมื่อสร้างเสร็จ

ในปี 1973 ยุคนั้นมีเพียงโรงละคร 2 แห่งในอาคารซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ 3,500 คน/โรง ในตอนนั้นการร้องโอเปร่าเป็นที่นิยมมากในออสเตรเลีย ซึ่งการเปิดแสดงครั้งแรกเริ่มขึ้นในวันที่ 20 ตุลาคม ปี 1973

โดยพระราชินีอลิซาเบทที่ 2 เสด็จมาเป็นประทานและทอดพระเนตรการแสดงในโรงละครแห่งนี้ด้วย ปัจจุบันโรงอุปรากรซิดนีย์ ถูกปรับปรุงและเพิ่มสื่อบันเทิงอื่นเช่น โรงแสดงคอนเสิร์ต, โรงภาพยนตร์ อีกด้วย

พระราชวังต้องห้าม สิ่งงดงามของประเทศจีน

พระราชวังต้องห้าม เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และงดงาม ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พระราชวังต้องห้าม หรือ Forbidden City หรือ Zǐjìn Chéng ภาษาจีนแปลว่า เมืองต้องห้ามสีม่วง พระราชวังเก่าแก่และมรดกโลกทางวัฒนธรรมปัจจุบันตั้งอยู่ที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

พระราชวังแห่งนี้พบว่าก่อสร้างในช่วงสมัยราชวงศ์หมิง ถึง ราชวงศ์ชิง สันนิฐานว่าเป็นที่ประทับของจักรพรรดิในราชวงศ์จีนในยุคนั้น ปัจจุบันพระราชวังต้องห้ามกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเป็นรูปแบบของการก่อสร้างที่น่าทึ้งของมนุษย์ในสมัยนั้น

ในสมัยอดีตพระราชวังต้องห้ามมีชื่อตรงตัวว่าเป็นสถานที่ห้ามให้ประชาชนเข้าโดดเด็ดขาด ภายในครอบคลุมพื้นที่ 720,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคาร 800 หลัง ห้อง 9,999 ห้อง (ตามความเชื่อเลข 9 ของชาวจีน) ทั้งยังประกอบด้วยพระที่นั่ง, ลานกว้าง, สวนดอกไม้

ในอดีตเชื่อว่าเป็นที่ประทับของจักรพรรดิและเหล่าราชวงศ์ ขุนนาง นางสนม และขันที และเชื่อกันว่าใครที่ถวายตัวเข้ารับใช้ในพระราชวังต้องห้ามจะต้องอาศัยอยู่ในพระราชวังไปจนตาย พระราชวังต้องห้ามกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่งของประเทศจีน

พระราชวังต้องห้าม

พระราชวังต้องห้าม

การก่อสร้างพระราชวังต้องห้ามมีการออกแบบและการใช้วัสดุก่อสร้างที่คงความแข็งแรงและสามารถทนต่อสภาวะอากาศได้หลายปี ซึ่งการก่อสร้างต้องใช้ช่างฝีมือมากถึง 100,000 คนและคนงานกว่า 1 ล้านคน

พระราชวังประกอบด้วยไม้หนามมู่ เป็นไม้ที่คงทนแข็งแรงมากสามารถรับน้ำหนักได้หลายตัน ไม้หนามมู่นั้นถูกตัดและขนส่งมาจากมณฑลซื่อชวน กว่างตง และยูนาน รวมถึงการค้นอิฐ และไม้ซุงหลายตัน

ซึ่งการก่อสร้างและการต่อเติมนั้นมีความละเอียดและวิจิตรอย่างมาก และสิ่งหนึ่งที่ทำให้นักโบราณคดีทึ่งในการสร้างในสมัยนั้นคือ พระราชวังต้องห้ามนั้นสามารถทนต่อแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 10 ได้อย่างเหลือเชื่อบอกถึงความสามารถและการคำนวณของคนในสมัยนั้น

ตึกมหานคร ตึกรูปร่างแปลกตากลางกรุง

หากกล่าวถึงตึกระฟ้ารูปทรงแปลกและเป็นแนวใหม่ของโลก ตึกมหานคร ยุคปัจจุบันและในประเทศไทยก็มีตึกระฟ้าแห่งใหม่และการออกแบบนั้นแตกต่างจากตึกอื่นๆของกรุงเทพอย่างสิ้นเชิงกับ

ตึกมหานคร ตึกระฟ้าหลังใหม่กลางกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่ ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ เขต บางรัก ซึ่งเป็นย่านธุรกิจใหญ่ของเมือง และเป็นตึกแห่งแรกที่มีการออกแบบและการก่อสร้างที่ดูแปลกตาและทันสมัยมาก ตึกมหานคร

เป็นอาคารที่ถูกออกแบบมาเป็นอาคารกระจกทั้งหลัง ซึ่งออกแบบและสร้างสรรค์โดย บริษัท บูโร โอเล่อ เชียเรน กรุ๊ป ด้วยการก่อสร้างที่ใช้เม็ดเงินลงทุนสูงถึง 18,000 ล้านบาท โครงการของตึกมหานครนั้นเริ่มต้นมาในช่วงปี พ.ศ. 2552

จุดประสงค์เพื่อสร้างตึกระฟ้าที่สูงกว่า 300 เมตรในย่านธุรกิจและเพื่อให้กรุงเทพเป็นหนึ่งในประเทศของโลกที่มีตึกระฟ้าอีกด้วย โดยก่อสร้างบนพื้นที่ 9 ไร่ บนถนน นราธิวาสฯ ซึ่งมีการออกแบบและตัดสินใจจนกระทั่งเริ่มก่อสร้างและวางศิลาฤกษ์ ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตึกมหานคร

ตึกมหานคร

ตึกมหานครสร้างแล้วเสร็จและเปิดตัวในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ด้วยความสูง 314 เมตรมีทั้งสิ้น 77 ชั้น และกลายเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศไทยแทนที่ตึกใบหยก 2 ตัวอาคารออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือนกับกล่องพิกเซลที่มองไกลๆเหมือนเป็นแบบ 3 มิติ

ภายในตึกประกอบด้วย โรงแรมหรู, คอนโดหรู, ร้านอาหาร, รีเทลเซ็นเตอร์ และจุดชมวิวบนชั้น 77 โรงแรมและห้องพักนั้นตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 1 ชั้น 5-6 และชั้น 8-21 เป็นโรงแรมหรูระดับห้าดาว, คอนโดชุดห้องพักบริเวณชั้น 7 และ 23 – 73

โดยห้องพักหรูจะขายตั้งแต่ 32 ล้านบาทถึง 300 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นห้องชุดอาศัยที่แพงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพ

นครวัด สุดยอดสถาปัตยกรรมโบราณ

นครวัด หรือ ปราสาทนครวัด เป็นสถานที่เก่าแก่ที่มีอายุมายาวนานกว่าพันปีแล้ว นครวัดถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมากและเป็นโบราณสถานที่ควรค่าแก่การรักษาไว้

นครวัดตั้งอยู่ที่ เมืองพระนคร จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ปราสาทที่ออกแบบอย่างสวยงามตั้งเป็นจุดเด่นและเป็นสถานที่ทางศาสนาที่สวยงาม นักโบราณนคดีพบว่า นครวัดเริ่มก่อสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ได้มีการสร้างปราสาทหินแห่งหนึ่งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12

ซึ่งในการสร้างนั้นจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นสถานที่ทางศาสนา ซึ่งก็เป็นสถานที่ทางศาสนาที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ยังคงสภาพมาได้จนถึงปัจจุบัน

ในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระองค์ได้มีการบูชาแด่พระวิษณุ จึงได้สั่งให้มีการสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้เป็นที่บูชา สักการะ แก่ชาวเมือง

นครวัด

นครวัด

นครวัดเริ่มสร้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 โดยใช้เนื้อที่ในการสร้างกว่า 820,000 ตารางเมตรเพื่อสร้างตัวปราสาทโดยการออกแบบและการสร้างนับว่ามีความละเอียดและวิวัฒนาการได้ดีเยี่ยมในยุคนั้น

ภายในประกอบด้วยตัวปราสาททรงสูง 60 เมตร กว้าง 80 เมตร ประกอบด้วยยอดปราสาท 5 ยอด และล้อมรอบด้วยกำแพงยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตรล้อมรอบส่วนของปราสาทและมีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้นหนึ่งของกำแพงปราสาท

การก่อสร้างต้องใช้คนงานมากกว่า 5,000 คน รวมถึงการใช้ช้างลากกว่า 30,000 เชือก และใช้ก้อนหินในการก่อสร้างทั้งหมด 10 ล้านก้อน การก่อสร้างใช้เวลานานกว่า 40 ปี

นครวัดจึงแล้วเสร็จ เมื่อสร้างเสร็จตามความเชื่อนั้นปราสาทนครวัดเชื่อว่าเป็นส่วนของสวรรค์ ภายในมีงานแกะสลักต่างๆที่งดงามและงานแกะสลักพระราชกรณียกิจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 และงานสลักของวรรณคดีเก่าแก่เรื่อง รามเกียรติ์

วัดพระแก้ว ประติมากรรมที่งดงามของไทย

วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือชาวไทยมักเรียกติดปากว่า วัดพระแก้ว เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่และงดงามที่สุดของไทยวัดพระแก้วถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)

โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2325 ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมทีวัดพระแก้วถูกใช้เป็นพระบรมมหาราชวังโดยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ วัดพระแก้วนั้นถูกออกแบบและการสร้างที่คล้ายกับวัดในสมัยอยุธยา

โดยเฉพาะวัดพระศรีสรรเพชญ์ ด้วยความที่เป็นพระบรมมหาราชวังในสมัยนั้นภายในวัดพระแก้วนั้นถูกสร้างและออกแบบมาแตกต่างจากวัดอื่นๆ ซึ่งมีการถูกแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ อาทิ กลุ่มพระอุโบสถ เป็นจุดที่อยู่ส่วนกลางของวัด มีกำแพงแก้วล้อมรอบและมีซุ้มประดิษฐานถึง 8 ซุ้ม ซึ่งในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต

วัดพระแก้ว

วัดพระแก้ว วัดที่สวยที่สุดในประเทศไทย

นอกจากประติมากรรมของพระอุโบสถและบริเวณโดยรอบของวัดที่วิจิตรงดงามมาก ภายในยังมีภาพเขียนผาพนังที่ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนับว่าเป็นสิ่งที่วิจิตรตระการตาที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์

นอกจากนี้ยังมี พระอัษฎามหาเจดีย์ เป็นมหาเจดีย์มีทั้งสิ้น 8 องค์ ตั้งอยู่บริเวณพระระเบียงหน้าวัด ซึ่งมหาเจดีย์ดังกล่าวสันนิฐานว่าถูกสร้างหลังจากการก่อสร้างพระมหาราชวัง คาดว่าสร้างขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 3 วัดพระแก้ว

เป็นโบราณสถานที่ยังคงความงดงามอย่างมากจนได้รับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่งของโลก นอกจากพระแก้วมรกตแล้ว ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานเช่น พระพุทธรูป พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย, พระสัมพุทธพรรณี ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติเข้าชมจำนวนมาก

เขื่อนฮูเวอร์ สิ่งที่มนุยษ์สร้างขึ้นมาเหนือความคาดหมาย

อีกหนึ่งสิ่งก่อสร้างของมนุษย์ที่ถือว่าเป็นสุดยอดของสิ่งก่อสร้างยุคใหม่อย่าง เขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam) หรือชาวท้องถิ่นเรียกว่า โบลเดอร์แดม (Boulder Dam) แปลว่า เขื่อนหินยักษ์ โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวรู้จักในชื่อ

เขื่อนฮูเวอร์ เป็นเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่กึ่งถ่วงน้ำหนัก ตั้งอยู่ที่แบล็กแคนยอน ระหว่าง รัฐแอริโซนา และรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเขื่อนพลังงานไฟฟ้าที่กั้นแม่น้ำโคโรลาโด และถูกบันทึกว่าเป็นเขื่อนคอนกรีตแห่งแรกที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เขื่อนฮูเวอร์ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมยุคใหม่มีความโดดเด่นทางการออกแบบ

เขื่อนฮูเวอร์

เขื่อนฮูเวอร์

การก่อสร้างเขื่อนเริ่มต้นขึ้นในปี 1931 ในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ โดยการก่อสร้างเขื่อนนั้นซึ่งเป็นช่วงที่อเมริกาเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แต่จุดประสงค์การสร้างเขื่อนนั้นเพื่อบรรเทาภาวะน้ำท่วมที่แม่น้ำโคโรราโดซึ่งมักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง

รวมถึงการเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูร้อนซึ่งอากาศร้อนจัดและบรรเทาภาวะแห้งแล้ง รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ ซึ่งการสำรวจเริ่มตั้งแต่ปี 1910 และในปี 1928 พบว่าบริเวณจุด โบลเดอร์แคนยอน เหมาะแก่การก่อสร้างเขื่อนโดยเริ่มก่อสร้างในปี 1931 ใช้คนงานกว่า 1,000 คน

สร้างเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ยังไม่มีใครสร้างมาก่อน เขื่อนฮูเวอร์สร้างแล้วสร้างในปี 1936 ซึ่งการก่อสร้างได้คร่าชีวิตคนงานไปมากกว่า 100 คน

เมื่อเปิดใช้ในวันที่ 1 มีนาคม ปี 1936 เขื่อนฮูเวอร์กลายเป็นเขื่อนคอนกรีตในใหญ่ที่สุดในโลก และมันยังเป็นจุดเชื่อมระหว่างรัฐแอริโซนาและรัฐเนวาดา

โดยมีถนนด้านบนเขื่อนพาดผ่าน ทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ปัจจุบันเขื่อนฮูเวอร์กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเส้นทางหลักที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ แลนมาร์คของอเมริกา

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและของขวัญแก่ชาวอเมริกันรวมถึงความโดดเด่นที่ตั้งตระหง่าอยู่เหนืออ่าว อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ตั้งอยู่ที่เกาะลิเบอร์ตี้ ในนครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ถูกสร้างขึ้นในปี 1874 โดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสเพื่อเป็นของขวัญแด่ชาวอเมริกันในการฉลองวันชาติครบรอบ 100 ปี อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าเทียบได้กับหอไอเฟล เป็นประติมากรรมที่โดดเด่นและสวยงามที่สุด

นอกจากนี้อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพยังเป็นสัญลักษณ์แทนความกล้าหาญของชาวอเมริกันที่ลุกขึ้นต่อต้านและต่อสู้กับราชอาณาจักรเพื่อได้เอกราชและประกาศอิสระภาพเป็นอเมริกันชนในที่สุด ความกล้าหาญดังกล่าวทำให้ทางฝรั่งเศสมีการระดมทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นมา

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

การก่อสร้างเทพีเสรีภาพเริ่มขึ้นในปี 1865 โดยมีการประชุมหารือกันว่าจะมอบของขวัญแด่ชาวอเมริกันในฐานะความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศและการประกาศอิสรภาพของอเมริกา

โดยมีความคิดว่าจะสร้างอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ที่โดดเด่น การก่อสร้างเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1874 ออกแบบโดย เฟรเดอริก ออกุสเต บาร์ทอลดิ ประติมากรผู้ออกแบบโดยคิดว่าจะใช้เป็นรูปปั้นของผู้หญิงสวมผ้าคลุม สวมมงกุฎ

มือข้างหนึ่งถือหนังสือและมืออีกข้างชูคบเพลิงเพื่อหมายถึงการประกาศอิสรภาพ โดยการก่อสร้างนั้นจะใช้โลหะผสมทองแดงและเหล็ก ซึ่งการก่อสร้างยังได้รับการควบคุมโดย กุสตาฟ ไอเฟล ผู้สร้างหอไอเฟลอีกด้วย

การก่อสร้างดำเนินแล้วเสร็จในปี 1885 และอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพก็เดินทางมาถึงนิวยอร์กในปี 1886 ซึ่งภายในประกอบด้วยบันไดทางขึ้นสู่ด้านบนซึ่งเป็นโครงสร้างเหล็กที่ทนทาน อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ ตั้งโดดเด่นอยู่เหนืออ่าวนิวยอร์กถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นมากที่สุดแห่งหนึ่ง

 

Burj al-Arab โรงแรมเรือใบสวยสดงดงาม

Burj al-Arab คืออาคารสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่งของนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อาคารแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่ตั้งของโรงแรมหรูระดับท็อป และทรงการตึกที่มีลักษณะโดดเด่นมากอีกแห่งนี้

ตึก Burj al-Arab นี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1994 แล้วเสร็จใน ปี 2000 เป็นอาคารที่สูงถึง 321 เมตรภายในประกอบด้วยโรงแรมหรู ห้องจัดสัมมนา และอื่นๆอีกมากมาย โรงแรมแห่งหนึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นโรงแรมที่สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก

และสร้างขึ้นในพื้นที่เกาะเทียมที่ถูกทมห่างจากชายฝั่งประมาณ 290 เมตร ซึ่งเป็นตึกและโรงแรมแห่งเดียวที่ตั้งตระหง่าอยู่อย่างโดดเด่น Burj al-Arab ถูกออกแบบและก่อสร้างเลียนแบบคล้ายกับใบของเรือใบซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของนครดูไบ ที่มีความโดดเด่นและสวยงามแห่งหนึ่ง

Burj al-Arab

Burj al-Arab

ตึก Burj al-Arab หรือรู้จักในชื่อ ตึกเรือใบ เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี 1994 ใช้งบประมาณราว 650 ล้านดอลลาห์สหรัฐและการก่อสร้างทั้งหมด 5 ปีเต็มโดยแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน ปี 2000 และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม ปี 2000

เหตุผลในการออกแบบและก่อสร้างตึกเรือใบนั้นจุดประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวรวมถึงอยากให้นครดูไบมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นเหมือนกับสิ่งปลูกสร้างที่โดดเด่นอย่าง หอไอเฟลในปารีส, โรงละครอุปรากรในนครซิดนี่ย์, สะพานโกลเด้นเกท

ในซานฟรานซิสโก ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จตึกเรือใบกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นและเป็นสัญลักษณ์ของนครดูไบ ตึกเรือใบถูกสร้างเพื่อใช้เป็นโรงแรมหรูซึ่งมีความสูงเป็นอันดับ 4 ของโลกที่ความสูง 321 เมตร มีจำนวน 60 ชั้น

ภายในประกอบด้วยห้องพักหรูหลายระดับ และห้องสวีทจำนวน 202 ห้อง โดยราคาจะเริ่มต้น ที่ 1,000-15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน ห้องพักราคาแพงที่สุดราคา 28,000 ดอลลาห์ต่อคืน ซึ่งทำให้โรงแรมเรือใบนั้นได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมที่แพงที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

เกาะต้นปาล์ม สิ่งก่อสร้างที่สวยงาม

เกาะต้นปาล์ม เป็นเกาะที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติโดยเกาะเป็นการก่อสร้างขึ้นโดยมนุษย์ที่มีความสวยงามมากเมื่อมองจากมุมสูง เกาะต้นปาล์มจัดว่าเป็นเกาะจำลองที่สวยงามที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ตั้งอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซีย เกาะต้นปาล์ม หรือ The Palm Islands ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาความเจริญรุ่งเรืองของเมืองดูไบ รวมถึงเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศเป็นจุดเด่นแห่งหนึ่งที่มีความสวยงามโดยมีการเลียนแบบจากยอดของต้นปาล์มซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของประเทศนี้

เกาะต้นปาล์ม

เกาะต้นปาล์ม เมืองสวรรค์บนดิน

โครงการดังกล่าวเริ่มต้นขั้นในปี 2001 โดย เชค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิต อัล มาคทูม ผู้ปกครองเมืองดูไบ ได้คิดค้นการก่อสร้างโดยมีการหารือและพูดคุยโครงการนี้กับรัฐมนตรีของเมืองและนายทุนรายใหญ่ของโครงการนี้

เพื่อก่อสร้างเกาะเทียมกลางทะเลที่สามารถเชื่อมต่อกับชายฝั่งได้โดยโครงการนี้จะสร้างขึ้นจำนวนทั้งสิ้น 3 แห่งในเมือง

โดยโครงการเรื่องชื่อว่า The Palm Islands ถูกสร้างในปี 2001 เสร็จในปี 2004 ซึ่งมีเนื้อที่ 25 ตารางกิโลเมตรและใช้หินในการสร้างเขื่อนหินกว่า 7 ล้านตัน

รวมถึงทรายและดินกว่า 10 – 15 ล้านตันเลยทีเดียว โครงการ The Palm Islands เป็นโครงการแรกที่สร้างแล้วเสร็จในปี 2004 ภายในประกอบด้วยบ้านพักสไตล์วิลล่า ริมชายทะเล และอพาร์ทเมนต์หรูถึง 2,500 หน่วย

มีท่าเทียบเรือยอชต์ สถานบันเทิง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมาย เกาะต้นปาล์มเมื่อมองจากด้านบนจะเห็นเป็นส่วนยอดของต้นปาล์มมีจำนวน 17 แนว

และมีเขื่อนกั้นคลื่นบริเวณด้านยอดของต้น เมื่อมองด้านบนแล้วมีความสวยงามอย่างมาก นับว่าเป็นสิ่งก่อสร้างอีกแห่งหนึ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

มหาพีระมิดแห่งอียิปต์ สถานที่แห่งโบราณสถาน

มหาพีระมิดแห่งอียิปต์ หรือ พีระมิดคูฟู หรือ มหาพีระมิดแห่งกีซ่า เป็นสุดยอดสิ่งก่อสร้างที่สร้างโดยฝีมือมนุษย์และยังสามารถคงอยู่ได้มายาวนานกว่า 4 พันปี พีระมิดคูฟู ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่า 4,600 ปีแล้วสันนิฐานว่าถูกสร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์คูฟู ในช่วงยุครุ่งเรืองของอียิปต์ โดยฟาโรห์คูฟูเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดินอียิปต์ในราชวงศ์ที่ 4 ซึ่งการก่อสร้างนั้นถูกเรียกว่าเป็นสุดยอดการก่อสร้างอาคารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นและถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างโบราณที่ยังคงรูปแบบและความแข็งแรงมานานจนถึงปัจจุบัน จนได้รับการยกย่องให้เป็นเจ็ดสิ่งมหัศจรรรย์ของโลกยุคโบราณและพีระมิดคูฟูเป็นสิ่งก่อสร้างยุคโบราณแห่งเดียวที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน

มหาพีระมิดแห่งอียิปต์

มหาพีระมิดแห่งอียิปต์

นักโบราณคดีเชื่อว่าพีระมิดคูฟูนั้นเป็นปลูกสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นและสันนิฐานว่าพีระมิดมีความสูงประมาณ 150 เมตร

การเวลาผ่านไปนานนับพันปีพีระมิดถูกลม ฝน กัดกร่อนจนเหลือความสูง 140 เมตร รูปทรงของพีระมิดมีลักษณะเฉพาะตัวโดยการสร้างฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส และสร้างขึ้นไปโดยประกบสามเหลี่ยมทั้ง 4 ด้านแต่ละด้านเอียงบรรจบกัน

และการก่อสร้างฐานนั้นใช้หินแข็งและก่อลึกลงไปหลายเมตรเพื่อป้องกันการทรุดตัวของชั้นทราย และก่อด้วยหินสี่เหลี่ยมสันนิฐานว่ามีขนาดราว 2 – 2.5 ตัน และใช้หินราวๆ 2 ล้านก้อนในการก่อพีระมิดโดยการก่อซ้อนกันขึ้นไปในแต่ละชั้น

โดยนักโบราณคดียังเห็นพ้องว่าพีระมิดคูฟูนั้นด้านทั้ง 4 ของพีระมิดหันออกไปทางทิศต่างๆได้อย่างแม่นยำซึ่งบอกถึงความสามารถของชาวอียิปต์ในสมัยนั้นที่ประยุกต์ความรู้ทางดาราศาสตร์ แม้ว่าจะยังไม่สามารถหาความจริงว่าพีระมิดมีขั้นตอนการก่อสร้างอย่างไร